รศ.นพ.เทอดชัย ชีวะเกตุ เลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ และเจ้าของรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2551 เล่าถึงโครงการฝึกอบรมการทำขาเทียม ว่า ขณะนี้มีหลายประเทศให้ความสนใจมาดูงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งมูลนิธิขาเทียมฯ จะช่วยจัดการอบรมให้โดยใช้เวลาประมาณ 3 เดือน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายพร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในเรื่องของที่พัก เมื่ออบรมจบหลักสูตรจนสามารถทำขาเทียมได้ จะมีการสนับสนุนให้ตั้งโรงงานผลิตขาเทียมขึ้นในประเทศ โดยจัดส่งอุปกรณ์ที่ไทยสามารถทำได้เอง ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศที่มีราคาแพงหลายเท่าตัว เลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ บอกอีกว่า ล่า สุด ได้ให้การอบรมถ่ายทอดเทคนิคการทำขาเทียมให้กับอาสาสมัครจากประเทศบุรุนดี ประเทศหนึ่งในแถบแอฟริกา ซึ่งอาสาสมัครที่มาเรียนนี้ป็นทหารเก่า ที่เป็นผู้มีวินัย ตั้งใจ อดทน ซึ่งในบุรุนดี” มีการสู้รบกันมาโดยตลอด ทำให้มีผู้พิการสูญเสียขาเป็นจำนวนมาก |
||||
“เชื่อว่า จากที่มีการอบรมไปแล้ว สามารถทำขาเทียมได้ไม่ใช่เรื่องยาก และลงทุนไม่มาก เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ไม่แพง สามารถผลิตได้ในประเทศไทยและส่งให้กับประเทศเหล่านี้ได้ อีกทั้งวัสดุที่ใช้ก็สามารถรีไซเคิล หรือ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น ทราย อลูมิเนียม เป็นต้น ดังนั้น การที่จะมีโรงงานเล็กๆ เพื่อผลิตขาเทียมในประเทศยากจนคงไม่ใช่ความฝัน” สำหรับการให้ความช่วยเหลือนั้น เป็นการช่วยเหลือผ่านทางรัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยสนับสนุนงบประมาณจำนวน 1 แสนบาท ซึ่งที่ผ่านมามีการถ่ายทอดวิธีทำขาเทียมให้กับอาสาสมัครจากประเทศ อินโดนีเซียและได้ออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ไปทำขาเทียมให้แก่ ผู้พิการขาขาด ที่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวด้วย “เทคนิคที่ถ่ายทอดนี้เป็นเทคนิคใหม่ขณะที่หลายประเทศยังใช้เทคนิค วิธีการเดิมอยู่ โดยเป็นการทำเบ้าจากหุ่นทราย ลักษณะขาเทียมเหนือเข่าแบบใหม่ที่นำมาใช้ครั้งนี้ คล้ายกับขาเทียมเหนือเข่าของต่างประเทศ ที่ไม่ต้องใช้ฟองน้ำหุ้ม อีกทั้งแกนหน้าแข้งทำด้วยพลาสติกหุ้มแต่งเป็นรูปขาด้วยโฟมแข็งและเคลือบหุ้ม ด้วยวัสดุที่ทำให้ได้ขาเทียมที่ทำได้รวดเร็วมีน้ำหนักเบาที่สำคัญขาเทียมที่ มูลนิธิผลิตขึ้นถือว่ามีราคาถูกเมื่อเทียบกับประเทศ มาเลเซีย อย่างขาเทียมชนิดเหนือหัวเข่าจะราคา 2 แสนกว่าบาท ส่วนที่ไทยทำได้จะราคาเพียง 2 หมื่น ซึ่งถูกกว่า ประมาณนับ 10 เท่า” |
||||
ประกอบ แก้วมา หนุ่มใหญ่วัย 40 ปี ผู้พิการขาขาด ที่ผันตัวมาเป็นช่างทำขาเทียม และกลายมาเป็นผู้ฝึกสอนการทำขาเทียม เล่าว่า เริ่มมาทำงานเป็นช่างทำขาเทียมเมื่อปี 2550 รู้สึกภูมิใจมาก ที่ได้เข้ามาทำงานที่มูลนิธิฯ ซึ่งรศ.นพ.เทอดชัย เป็นผู้ที่ชักชวนให้มาทำงานเป็นช่างขาเทียม จำได้ว่า อาจารย์ถามว่า อยากมีส่วนช่วยคนอื่นต่อไหม พอตอบตกลงอาจารย์ก็สอน ชี้แนะ โดยต้องเรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน จากนั้นก็พัฒนาฝีมือเรื่อยมา สำหรับการฝึกสอนให้ชาวต่างชาตินั้น ประกอบ บอกว่า มีล่าม เพราะเขาพูดภาษาฝรั่งเศสแต่หนึ่งในนั้นมีคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ ก็สามารถสื่อสารกันได้ |
||||
“หากอยู่ต่างจังหวัดจะลำบากมาก เพราะหมอจะนัดมาทำขาหลายครั้ง เช่น นัดให้มาทำเบ้า สัปดาห์ถัดไปนัดให้มาโรงพยาบาลก็ต้องมาอีก จากนั้นต้องหัดเดินว่าพอดีหรือไม่ เวลาเดินเจ็บหรือเปล่า หากพอดีแล้วจึงมาขึ้นรูปทำขาแบบสวยงาม ดังนั้น พอมีผู้พิการมารับบริการมาถามว่าจะได้เมื่อไหร่ เราก็อธิบายให้ฟังว่า ไม่ต้องกังวล และบอกเขาอย่างใจเย็น เพราะเมื่อก่อนเราก็เป็นแบบนี้” |
||||
สำหรับที่มูลนิธิซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ มีช่างทำขาเทียม ประมาณ 12 คน ซึ่ง ด.ต.ถวัลย์ อาทิตย์ ชาวเชียงใหม่ วัย 57 ปี ก็เป็นช่างทำขาเทียมอีกคนหนึ่งที่ทำงานที่มูลนิธิมากว่า 3 ปีแล้ว ด.ต. ถวัลย์ เล่าว่า สูญเสียขาข้างซ้ายช่วงเหนือหัวเข่า เมื่อปี 2518 เมื่อครั้งยังรับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ตชด.หลังจากพิการก็มาทำงานด้านธุรการ และขอเกษีรณก่อนอายุราชการก่อนกำหนด เมื่ออยู่บ้านเฉยๆ ก็เบื่อ คิดว่า ปั้นปลายชีวิตที่หากอยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ทั้งๆ ที่ตัวเองยังทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นที่สำคัญได้กุศล และผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเรายังมี หลังจากเป็นอาสาสมัครช่วยงานสักระยะก็ตัดสินใจมาอบรมเป็นช่างทำขาเทียม “ที่ นี่ทำทำขาเทียมเต็มที่ได้วันละ 12 ขา แต่เคยมีผู้มาต่อคิวทำมากที่สุด 17 ขา แต่เฉลี่ยน่าจะวันละ 4-5 ขา ซึ่งที่เชียงใหม่ จะมีผู้คนมาจากทั่วสารทิศ ทุกภาคของประเทศไทย เพราะที่นี่ได้ขาเร็ว ไม่ต้องรอคิวนานเหมือนในโรงพยาบาล และไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย” |
**************
คัดลอกจาก http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000125533